โดยธรรมชาติแล้วเด็กๆ มักสนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์ - และได้รับปฏิกิริยาตอบสนองกลับจากสัตว์เลี้ยงของครอบครัว มันจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติที่พวกเขาจะซ่อนอาหาร, เล่นรุนแรงเกินไปนิดหน่อย, เล่นแต่งตัวหรือแต่งหน้า และใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมกับสัตว์เลี้ยง ในสถานการณ์เหล่านี้ คำแนะนำจากผู้ปกครองเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากสัตว์เลี้ยงอาจรู้สึกอึดอัด หรือได้รับอันตรายถ้ากินสารที่เป็นอันตรายเข้าไป
อย่างไรก็ตามมันจะน่าเป็นห่วงเพิ่มขึ้น เมื่อบุตรหลานของคุณตั้งใจที่จะทำร้ายสัตว์ ไม่ว่าสาเหตุจะมาจากการถูกกดดันจากเพื่อนฝูง หรือ มีคนร้องขอความช่วยเหลือ ความโหดร้ายต่อสัตว์อย่างตั้งใจไม่ใช่พฤติกรรมที่เด็กๆจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อโตขึ้น ความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันปัญหาพฤติกรรมที่จะสามารถอยู่กับเด็กคนหนึ่งไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ และแม้แต่แสดงความก้าวร้าวกับคนอื่นๆ
พฤติกรรมต่อไปนี้อาจบ่งบอกถึงความจำเป็นที่จะต้องแนะนำบุตรหลานของคุณให้ห่างไกลจากพฤติกรรมที่โหดร้ายต่อสัตว์
-
วิ่งไล่สัตว์เลี้ยงที่กำลังวิ่งหนี
-
ขังสัตว์เลี้ยงไว้ในตู้ - ทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้นอกบ้าน
-
ให้อาหารของคนที่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ
-
ให้สัตว์เลี้ยงกินยาของคนที่เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยง เพื่อดูว่าฤทธิ์ของยานั้นเป็นอย่างไร
-
รัดหนังยางที่เท้าสัตว์
-
ระบายสีบนตัวสัตว์เลี้ยง
-
ใส่สัตว์ตัวเล็กๆ ไว้ในเครื่องซักผ้า, ไมโครเวฟ หรือ เครื่องใช้อื่นๆ
-
จัดการแสดงการต่อสู้ระหว่างสัตว์เลี้ยง หรือ อนุญาตให้สัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งวิ่งไล่สัตว์เลี้ยงอีกตัวหนึ่ง
-
มีความสุขจากการได้เห็นสัตว์เลี้ยงกลัว หรือ ทรมาน
-
ตอบสนองต่อการดุว่าของผู้ใหญ่ โดยการไปเป็นศัตรูกับสัตว์เลี้ยง
-
การเผาสัตว์
-
แหย่สัตว์ด้วยประทัด
-
โอ้อวดการจับสัตว์เลี้ยงอย่างขาดความเมตตาปราณีกับคนอื่นๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก
-
ปล่อยสัตว์ไว้ในสถานการณ์อันตราย เช่น ห้อยตัวสัตว์ออกนอกหน้าต่าง หรือ นำสัตว์ไปทิ้งไว้บนถนน
การดำเนินการ
ถ้าคุณพบว่าบุตรหลานของคุณจับสัตว์เลี้ยงไปไว้ในสถานการณ์อันตรายซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้สอนพวกเขาในทันที ว่าพฤติกรรมเหล่านี้ยอมรับไม่ได้ และ แนวทางต่อไปนี้อาจช่วยคุณได้
-
ไม่ละเลยหรือปฏิเสธที่จะยอมรับการกระทำที่ไม่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง เด็กๆส่วนใหญ่ ถ้าถูกจัดการราวกับว่าพวกเขาได้ทำสิ่งที่เป็นความผิดร้ายแรง พวกเขาจะคิดซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะทำพฤติกรรมดังกล่าวซ้ำ
-
ใช้โทนเสียงจริงจังเช่นเดียวกับที่คุณจะใช้ ถ้าคุณเห็นบุตรหลานของคุณวิ่งข้ามถนน โดยไม่ได้หยุดดูการจราจรที่กำลังมา
-
ใช้คำพูดง่ายๆ และ ชัดเจน เช่น "เราไม่ทำร้ายสัตว์เลี้ยง" จะได้ผลดีกว่าการพูดยาวๆ
-
ถ้าบุตรหลานของคุณยังคงตี, เตะ, หยิก หรือ แหย่สัตว์เลี้ยง ทั้งๆที่มีการแก้ไขซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้คุณปรึกษากุมารแพทย์ หรือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการของเด็ก
-
คุณต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง ไม่ตี, เขย่า, กระชาก หรือ ตะโกนใส่สัตว์เลี้ยงของครอบครัว - เพราะบุตรหลานอาจจะเลียนแบบคุณและทำยิ่งกว่า
-
ถ้าคุณโกรธสัตว์เลี้ยงมากไป แสดงให้บุตรหลานของคุณเห็นว่าการขอโทษสัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เช่นเดียวกับที่คุณจะขอโทษบุคคลอื่น
-
ถ้าบุตรหลานที่เป็นวัยรุ่นของคุณเกี่ยวข้องกับสุนัขของครอบครัวในกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การต่อสู้ของสุนัข ไม่เพียงแต่คุณควรจะเข้าไปก้าวก่าย แต่ควรจะเช็คดูด้วยว่า บุตรหลานของคุณกำลังอยู่ภายใต้อิทธิพลของเหล้า, ยา, การพนัน หรือพฤติกรรมที่ไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลจากเพื่อนฝูงอยู่หรือเปล่า
-
จำไว้ว่าสำหรับเด็กส่วนใหญ่ การเรียนรู้ที่จะเอาใจใส่หรือให้ความเคารพต่อสัตว์เลี้ยง เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการขัดเกลาทางสังคมปกติ คุณค่าเหล่านี้จะค่อยๆซึมซาบเข้าไป เช่นเดียวกับการเรียนรู้ที่จะไม่ตีหรือแหย่เพื่อนๆ
บทความจาก : aspca.org |